Academia Siamica

มีนาคม 16, 2007

บทบาทของนักมานุษยวิทยาในอินโดนีเซีย

Filed under: Southeast Asia, อินโดนีเซีย — sayasan @ 7:18 am

Paris และ Milan อาจจะเป็น ศูนย์กลางสำคัญทางแฟชั่น New York, London etc. เป็นศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญ พัทยาและพัฒพงศ์ก็เป็นแหล่งธุรกิจบริการ…ชั้นนำของโลก แต่สำหรับนักมานุษยวิทยา สถานที่เหล่านี้อาจจะไม่แตกต่างอะไรกับหมู่บ้านที่มีคนเพียงสิบหลังคาเรือน (ถ้าไม่ใช่พวก Urban Anthropologist นะ) เหตุผลสำคัญข้อหนึ่งคือ นักมานุษยวิทยาเดินทางได้เดินทางไปทำวิจัยสถานที่ต่างๆ แต่ว่าการเลือกพื้นที่ (ในความหมายของคำว่า space ไม่ใช่ spatial) ก็ส่งผลให้สถานที่บางแห่ง กลายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญ ในกรณีของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คงไม่มีที่ไหนชุกชุมไปด้วยนักมานุษยวิทยาไปมากกว่าอินโดนีเชีย ทั้งที่เป็นคนพื้นเมืองและชาวต่างชาติ ผลสำคัญก็คือนักมานุษยวิทยาในอินโดนีเซีย มีบทบาทค่อนข้างสูง ถึงขนาดที่คำว่า Public Anthropology และบางครั้งส่งผลต่อนโยบายสาธารณะ ฯลฯ ซึ่งจะทำงานมากกว่าการเขียนงานวิชาการและทำวิจัย

ในประเทศไทยก็มีเหมือนกันแต่เราจะเรียกว่าปัญญาชนสาธารณะ แต่ปัญหาสำคัญของประเทศไทยก็คือปัญญาชนสาธารณะจำนวนมากไม่ได้เป็นปัญญาชนอิสระ

ที่มา: “Public Anthropology,Political Anthropology”
An Interview with Fadjar Thufail

มีนาคม 13, 2007

Return of the king!

Filed under: Southeast Asia, หนังสือ, ไทย — sayasan @ 10:17 am

เมื่อหลายวันก่อนที่หน่วยงานของประเทศสารขัน ทำการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลทาง youtube จนต้องหาวิธีการต่างๆ เพื่อเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น แต่ว่าตอนนี้สามารถเข้าได้ตามปกติแล้ว ผมพบว่าหนังสือเรื่อง The King Never Smiles ของ Paul M. Handley ที่ถูกบล็อกไปเป็นช่วงเวลาหนึ่ง สามารถกลับมาเข้าได้ตามปกติ ที่ผมไม่ค่อยแน่ใจคือ บล็อกไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา อย่างมากก็แค่ได้สารบัญกับบทที่ตัดมาให้อ่านบทเดียวแค่นั้นเอง ไปๆมายิ่งบล็ิอกยิ่งทำให้คนสนใจมากขึ้น

หมายเหตุ Yale Press ใส่หนังสือที่เกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มนี้คือ The Retreat of the Elephants An Environmental History of China ดูยังไงก็ไม่เข้ากัน

บันทึกของ ดั่ง ถุ่ย เจิ่ม

Filed under: Southeast Asia, หนังสือ, เวียดนาม — sayasan @ 7:07 am

หนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกส่วนตัวของ ดั่ง ถุ่ย เจิ่ม (Nhật ký Đặng Thùy Trâm) เธอเเป็นหมอในกองทัพเวียดนามเหนือ แต่ข้อมูลปัจจุบันรู้เพียงว่าเธอเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1970

ความเป็นมาของหนังสือเล่มนี้ เกิดจากนโยบายของหน่วยข่าวกรองของกองทัพเอมริกาที่พยายามจะใช้ประโยชน์จากบันทึกส่วนตัวของทหารเวียดนามเหนือ และบันทึกเล่นใดก็ตามที่ไม่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์จะถูกทำลาย แต่บันทึกเล่มนี้ค่อนข้างโชคดีเนื่องจาก ล่ามชาวเวียดนามใต้ได้ร้องขอไม่ให้มีการทำลายบันทึกเล่มนี้ โชคดีผู้ค้นพบบันทึกเล่มนี้ Fred Whitehurst ได้เก็บรักษาบันทึกเล่มนี้ไว้กับตัวเขาเองเพื่อไม่ให้บันทึกถูกทำลาย

ภาหลังจากจบสงคราม Fred Whitehurst พยายามตามหาบุคคลในบันทึกเล่มนี้ คือครอบครัวของผู้เขียน แต่ยิ่งกว่านิยายความพยายามในการตามหาครอบครัวของ ดั่ง ถุ่ย เจิ่ม ใช้เวลาถึง 35 ปี ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ Whitehurst  ได้ตัดสินใจส่งบันทีกเล่มนี้ไปที่ ศูนย์เวียดนามศึกษา (The Vietnam Project, Texas Tech University) ด้วยความช่วยเหลือของศูนย์เวียดนามศึกษาแห่งนี้และเครื่อข่ายของมิชชันนารีอเมริกันในเวียดนาม ทำให้ในที่สุดก็สามารถค้นพบครอบครัวของ ดั่ง ถุย เจิ่ม ในปี ค.ศ. 2005 และส่งบันทึกเล่มนี้คืนให้กับครอบครัวในที่สุด

ครอบครัวของ ดั่ง ถุ่ย เจิ่ม ตัดสินใจ ตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ในปี เดียวกันปรากฎว่ามียอดขายถึง 300,000 เล่ม และในปี 2006 มียอดจำน่ายเป็น 400,000 เล่ม นอกไปจากนั้นยังสามารถพบได้ตามเว็ปต่าง และยังมีไฟล์เสียงสำหรับคนตาบอดอีกเป็นจำนวนมาก การพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในประเทศเวียดนาม เพราะก่อนหน้าหนังสือเล่มนี้ มีหนังสือหลายเล่มที่เขียนโดยทหารผ่านศึก เนื้อหามักจะบรรยายถึงด้านมืดของสงคราม และตามปกติหนังสือถูกยึด คนเขียนถูกจับ คนที่อยากอ่านจะต้องหาวิธีถ่ายเอกสารกันเอาเอง (ตรงนี้เหมือนกับประเทศไทยมากๆ ต่างกันนิดเดียวตรงที่เวียดนามเป็นสังคมนิยม แต่รัฐไทยประกาศว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย) การที่รัฐบาลและสังคมเวียดนามโดยรวมสามารถยอมรับความผิดพลาดและบาดแผลของตนเอง แสดงให้เห็นถึงความใจกว้างของรัฐบาลเวียดนาม หลังจากการปฎิรูปสังคมนิยม และขณะเดียวกันคนในสังคมสามารถยอมรับกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นร่วมกันได้

ในทางกลับกันหนังสือเล่มทำให้ผมคิดถึงสังคมไทยค่อนข้างมาก คนในรัฐบาลทั้งปัจจุบันและอดีตส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องกับสงครามเวียดนามในรูปแบบต่างๆ และในฐานะของเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด และเคยส่งทหารเข้าไปร่วมในสงครามเวียดนาม  คนไทยกลับไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลที่ควรจะได้รู้ เอกสารเกี่ยวกับสงครามเวียดนามถูกนำเข้า “แฟ้มลับ” มากขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงคิดว่านี่เป็นโอกาศที่ดีที่สังคมไทยจะได้พิจารณาตนเอง ว่าถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนความคิดของตนเองแล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่ควรมาก่อน คำถามเชิงเทคนิดว่า ทำไมเวียดนามจึงแซงหน้าไทยในทางเศรษฐกิจ หรือว่าทำไมเด็กไทยจึงมีคะแนนภาษาอังกฤษแย่ที่สุดในภูมิภาค ในกรณีที่เปรียบเทียบกันผมคิดว่าเวียดนามกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง ด้วยการปฎิรูปเศรษฐกิจใน ปี ค.ศ.1986 มองด้วยสายตาปัจจุบันถือว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก การกล้ายอมรับบันทึกเล่มนี้ชี้ให้เห็นถึงความกล้าในการยอมรับอดีตตนเอง

ปล.ข้อมูลเพิ่มเติมและต้นฉบับของหนังสือเล่มนี้มีเป็น PDF สามารถดูได้ตามลิ้งค์
http://www.vietnam.ttu.edu/vietnamcenter/diary/index.htm
http://www.depts.ttu.edu/communications/news/stories/05-10-tram-diaries.php

กุมภาพันธ์ 1, 2007

Southeast Asia in Ming-Shi lu

ผลงานการแปลบันทึกประวัติศาสตร์ฉบับทางการของราชวงศ์หมิง (1368-1644) โดยแปลเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผู้ใช้งานสามารถหาข้อมูลได้ จากสถานที่ ชื่อคน และปี ที่สำคัญที่สุดคือใช้ได้ฟรีและไม่ต้องเสียเงิน

คนแปล Geoff Wade จบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยฮ่องกง โดยเขียนวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการใช้ เอกสารชิ้นนี้ในการศึกษาประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต รวมทั้งมีผลงานเกี่ยวกับการใช้เอกสารจีนในสมัยราชวงศ์หมิงเป็นจำนวนมาก

สนใจเข้าไปดูได้ที่นี่

บลอกที่ WordPress.com .