ก่อนหน้านี้ผมได้ลงบทความวิจารณ์หนังสือชื่อ The silence of the intellectual lambs แต่ผมได้รับบทความต้นฉบับ ซึ่งแตกต่างกันทั้งชื่อเรื่อง เริ่มต้นที่ชื่อเรื่อง ผมว่าอันเดิมดูจะตรงประเด็นมากกว่า ส่วนที่ปรากฎใน Bangkok Post ทำให้ผมคิดถึง Hannibal Lecter ตอนหาบทบทความ search engine ทั้งหลายก็พยายามจะเอา The silence of the Lamb มาให้ผมแทน ในด้านเนื้อหาก็มีความแตกต่างกันอยู่ ลองอ่านดูนะครับ (เพิ่มเติม…)
มีนาคม 19, 2007
มีนาคม 16, 2007
The silence of the intellectual lambs บทวิจารณ์หนังสือ “รัฐประหาร 19 กันยา”
บทความแนะนำ วิจารณ์หนังสือ รัฐประหาร 19 กันยา เพราะงานเขียนในเมืองไทยส่วนใหญ่ เป็นการ แนะนำหนังสือมากกว่าวิจารณ์ ตอนนี้ลิ้งค์ไปบทความมีปัญหาซะแล้ว
http://www.bangkokpost.com/News/23Feb2007_news22.php
The silence of the intellectual lambs
The Sept 19 military overthrow of an elected government has placed Thailand’s academics in a difficult position (เพิ่มเติม…)
มีนาคม 13, 2007
Return of the king!
เมื่อหลายวันก่อนที่หน่วยงานของประเทศสารขัน ทำการปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลทาง youtube จนต้องหาวิธีการต่างๆ เพื่อเข้าถึงข้อมูลมากขึ้น แต่ว่าตอนนี้สามารถเข้าได้ตามปกติแล้ว ผมพบว่าหนังสือเรื่อง The King Never Smiles ของ Paul M. Handley ที่ถูกบล็อกไปเป็นช่วงเวลาหนึ่ง สามารถกลับมาเข้าได้ตามปกติ ที่ผมไม่ค่อยแน่ใจคือ บล็อกไปแล้วจะได้อะไรขึ้นมา อย่างมากก็แค่ได้สารบัญกับบทที่ตัดมาให้อ่านบทเดียวแค่นั้นเอง ไปๆมายิ่งบล็ิอกยิ่งทำให้คนสนใจมากขึ้น
หมายเหตุ Yale Press ใส่หนังสือที่เกี่ยวข้องกับหนังสือเล่มนี้คือ The Retreat of the Elephants An Environmental History of China ดูยังไงก็ไม่เข้ากัน
บันทึกของ ดั่ง ถุ่ย เจิ่ม
หนังสือเล่มนี้เป็นบันทึกส่วนตัวของ ดั่ง ถุ่ย เจิ่ม (Nhật ký Đặng Thùy Trâm) เธอเเป็นหมอในกองทัพเวียดนามเหนือ แต่ข้อมูลปัจจุบันรู้เพียงว่าเธอเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1970
ความเป็นมาของหนังสือเล่มนี้ เกิดจากนโยบายของหน่วยข่าวกรองของกองทัพเอมริกาที่พยายามจะใช้ประโยชน์จากบันทึกส่วนตัวของทหารเวียดนามเหนือ และบันทึกเล่นใดก็ตามที่ไม่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์จะถูกทำลาย แต่บันทึกเล่มนี้ค่อนข้างโชคดีเนื่องจาก ล่ามชาวเวียดนามใต้ได้ร้องขอไม่ให้มีการทำลายบันทึกเล่มนี้ โชคดีผู้ค้นพบบันทึกเล่มนี้ Fred Whitehurst ได้เก็บรักษาบันทึกเล่มนี้ไว้กับตัวเขาเองเพื่อไม่ให้บันทึกถูกทำลาย
ภาหลังจากจบสงคราม Fred Whitehurst พยายามตามหาบุคคลในบันทึกเล่มนี้ คือครอบครัวของผู้เขียน แต่ยิ่งกว่านิยายความพยายามในการตามหาครอบครัวของ ดั่ง ถุ่ย เจิ่ม ใช้เวลาถึง 35 ปี ความสำเร็จครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อ Whitehurst ได้ตัดสินใจส่งบันทีกเล่มนี้ไปที่ ศูนย์เวียดนามศึกษา (The Vietnam Project, Texas Tech University) ด้วยความช่วยเหลือของศูนย์เวียดนามศึกษาแห่งนี้และเครื่อข่ายของมิชชันนารีอเมริกันในเวียดนาม ทำให้ในที่สุดก็สามารถค้นพบครอบครัวของ ดั่ง ถุย เจิ่ม ในปี ค.ศ. 2005 และส่งบันทึกเล่มนี้คืนให้กับครอบครัวในที่สุด
ครอบครัวของ ดั่ง ถุ่ย เจิ่ม ตัดสินใจ ตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้ในปี เดียวกันปรากฎว่ามียอดขายถึง 300,000 เล่ม และในปี 2006 มียอดจำน่ายเป็น 400,000 เล่ม นอกไปจากนั้นยังสามารถพบได้ตามเว็ปต่าง และยังมีไฟล์เสียงสำหรับคนตาบอดอีกเป็นจำนวนมาก การพิมพ์หนังสือเล่มนี้ ชี้ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในประเทศเวียดนาม เพราะก่อนหน้าหนังสือเล่มนี้ มีหนังสือหลายเล่มที่เขียนโดยทหารผ่านศึก เนื้อหามักจะบรรยายถึงด้านมืดของสงคราม และตามปกติหนังสือถูกยึด คนเขียนถูกจับ คนที่อยากอ่านจะต้องหาวิธีถ่ายเอกสารกันเอาเอง (ตรงนี้เหมือนกับประเทศไทยมากๆ ต่างกันนิดเดียวตรงที่เวียดนามเป็นสังคมนิยม แต่รัฐไทยประกาศว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย) การที่รัฐบาลและสังคมเวียดนามโดยรวมสามารถยอมรับความผิดพลาดและบาดแผลของตนเอง แสดงให้เห็นถึงความใจกว้างของรัฐบาลเวียดนาม หลังจากการปฎิรูปสังคมนิยม และขณะเดียวกันคนในสังคมสามารถยอมรับกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นร่วมกันได้
ในทางกลับกันหนังสือเล่มทำให้ผมคิดถึงสังคมไทยค่อนข้างมาก คนในรัฐบาลทั้งปัจจุบันและอดีตส่วนใหญ่ล้วนเกี่ยวข้องกับสงครามเวียดนามในรูปแบบต่างๆ และในฐานะของเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิด และเคยส่งทหารเข้าไปร่วมในสงครามเวียดนาม คนไทยกลับไม่เคยได้รับรู้ข้อมูลที่ควรจะได้รู้ เอกสารเกี่ยวกับสงครามเวียดนามถูกนำเข้า “แฟ้มลับ” มากขึ้นเรื่อยๆ ผมจึงคิดว่านี่เป็นโอกาศที่ดีที่สังคมไทยจะได้พิจารณาตนเอง ว่าถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนความคิดของตนเองแล้วหรือไม่ ซึ่งเป็นคำถามที่ควรมาก่อน คำถามเชิงเทคนิดว่า ทำไมเวียดนามจึงแซงหน้าไทยในทางเศรษฐกิจ หรือว่าทำไมเด็กไทยจึงมีคะแนนภาษาอังกฤษแย่ที่สุดในภูมิภาค ในกรณีที่เปรียบเทียบกันผมคิดว่าเวียดนามกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตนเอง ด้วยการปฎิรูปเศรษฐกิจใน ปี ค.ศ.1986 มองด้วยสายตาปัจจุบันถือว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก การกล้ายอมรับบันทึกเล่มนี้ชี้ให้เห็นถึงความกล้าในการยอมรับอดีตตนเอง
ปล.ข้อมูลเพิ่มเติมและต้นฉบับของหนังสือเล่มนี้มีเป็น PDF สามารถดูได้ตามลิ้งค์
http://www.vietnam.ttu.edu/vietnamcenter/diary/index.htm
http://www.depts.ttu.edu/communications/news/stories/05-10-tram-diaries.php
กุมภาพันธ์ 1, 2007
หนังสือประวัติศาสตร์เกาหลี ตอน 2
งานเขียนเรื่อง Samguk Sagi ไม่ได้เป็นานเขียนเรื่องเดียวที่บันทึกและรวบรวมประวัติศาสตร์ช่วงสามก็กของเกาหลี แต่ว่ายังมีงานเขียนเรื่อง Samguk Yusa ซึ่งราบรวมในศตวรรษที่ 13 โดยพระชื่อว่า Iryeon (1206 – 1289) แต่ว่างานเขียนชิ้นนี้เน้นการรวบรวมตำนาน นิทานพื้นบ้าน และประวัติของบุคคลมากกว่า เรื่องราวของสามอาณาจักร โชคดีที่หนังสือเล่มนี้ได้รับการแแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้ว ในห้องสมุดเมืองไทยก็มีเลยหาอ่านได้ไม่ยาก